CCG1.01

1. บทนำ: นโยบายการลงทุนหรือนโยบายสาธารณะ

มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงว่าเราอยู่ในสภาวะโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ที่มนุษย์สร้างขึ้น [3] โดยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และมีเทน (CH4) ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นประมาณ 1.0 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม [4] ซึ่งภาวะโลกร้อนมีความเกี่ยวข้องกับเหตุน้ำท่วมจำนวนมาก ความเสื่อมถอยของความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงความเสี่ยงอื่นๆต่อชีวิตมนุษย์ เช่น การเสียชีวิตจากความร้อน ความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อม และความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ [5] จึงนำมาซึ่งข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่รัฐบาลทั่วโลก 192 ประเทศตกลงที่จะควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม และกำหนดเป้าหมายว่าจะพยายามควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้อยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม [6] 

ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) เป็นความตกลงที่เกิดขึ้นจากการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 21 หรือที่เรียกกันว่า COP 21 ซึ่งเป็นความตกลงตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) [7] โดยมีความมุ่งมั่นในการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศและตกลงเป้าหมายใหม่เพื่อเร่งความพยายามในการจำกัดภาวะโลกร้อนหลังจากที่พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) สิ้นสุดลงในปี 2020 [8]

ภาพที่ 1 ไทม์ไลน์ของข้อตกลงปารีส

ที่มา: ผู้เขียน

คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change) ได้ออกรายงานผลกระทบร้ายแรงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของคลื่นความร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วม ระดับน้ำทะเล สัตว์และพืชเสี่ยงต่อการสูญพันธ์ การเปลี่ยนแปลงของแนวปะการังที่อาจหายไปมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ โดยผลกระทบที่ตามมาจะเลวร้ายยิ่งกว่านี้มาก หากอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น 2 องศาเซลเซียส [9] ดังนั้นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้กำหนดเป้าหมายร่วมกันว่าจะต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงประมาณ 45% จากระดับในปี 2010 ภายในปี 2030 และจะบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 [10]

โดยประเทศภาคีจะต้องมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูงที่สุดของโลก (Global Peak) โดยเร็วที่สุดตามข้อตกลงปารีส โดยมีเครื่องมือหลักประการหนึ่ง คือ “เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดขึ้น” หรือ NDCs (Nationally Determined Contributions) ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ [12] โดยแต่ละภาคีของข้อตกลงปารีสจะต้องจัดทำ NDC และจัดส่งทุกๆ 5 ปี ซึ่งจะแสดงถึงความก้าวหน้าที่เพิ่มขึ้นและสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่เป็นไปได้สูงสุด ตามหลักความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่างโดยคำนึงถึงขีดความสามารถของแต่ละภาคี [13]

สำหรับประเทศไทยได้มีการปรับปรุง NDC ครั้งที่ 2 ในเดือนพฤศจิกายน 2022 ซึ่งได้ตั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกจาก 20% – 25% จากกรณีปกติ เป็น 30% จากกรณีปกติภายในปี 2030 และสามารถเพิ่มเป้าหมายเป็น 40% หากได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงิน เทคโนโลยี และการเสริมสร้างขีดความสามารถจากความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว คือ บรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2065 [14]

ขณะเดียวกันที่ประชุมเศรษฐกิจโลก หรือ WEF (World Economic Forum) ได้ออกรายงาน The Global Risk Report 2023 ซึ่งมาจากผลสำรวจ GRPS (Global Risks Perception Survey) โดยเป็นข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภาพรวมด้านความเสี่ยงทั่วโลกที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งได้จัดความเสี่ยงออกเป็น 5 กลุ่ม คือด้าน เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม ที่แสดงให้เห็นว่าใน 10 ปีที่ผ่านมาความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมมีจำนวนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและในอีก 10 ปีข้างหน้า (2033) ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมเป็นความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบทั่วโลก โดย 4 ใน 5 ความเสี่ยงแรกเป็นความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลวในบรรเทาความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ ความล้มเหลวในการปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หายนะจากภัยธรรมชาติและเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงแบบสุดขั้ว และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการล่มสลายของระบบนิเวศ [15]

อย่างไรก็ดีหากกล่าวถึงหลักคิดด้านการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนในภาพใหญ่นั้นจำเป็นจะต้องจำแนกอธิบายออกเป็น 2 แง่มุมหลักเพื่อให้เข้าใจวัตถุประสงค์และทิศทางที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป

  • แง่มุมแรกเป็นการพัฒนาด้านการลงทุน เป็นแนวโน้มที่ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องซึ่งเกิดขึ้นมาอย่างยาวนานก่อนพิธีสารเกียวโตและข้อตกลงปารีสเสียอีก แต่ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อการลงทุนเป็นสำคัญ ดังที่จะได้เห็นรายละเอียดต่อไปว่าอย่างน้อยอาจกล่าวได้ว่าได้พัฒนามาเป็น 3 ช่วงหลัก แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็เป็นไปเพื่อการลงทุน จึงเน้นไปที่การพิจารณาตัวเลขทางบัญชี รายได้ รายจ่าย งบประมาณที่ใช้ในการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน รวมถึงดัชนีชี้วัดความยั่งยืนที่เกิดขึ้นมากมาย เพราะมองว่าจะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรในระยะยาว ซึ่งความจริงข้อนี้ทำให้มีข้อถกเถียงว่ามันจะเป็นประโยชน์ด้านการลงทุนจริงหรือไม่ โดยเฉพาะกับการลงทุนระยะสั้นที่เน้นผลตอบแทนเฉพาะหน้าเป็นสำคัญ [16] ถึงที่สุดแล้วผู้ลงทุนไม่ได้มีอำนาจควบคุมกิจการให้เป็นไปตามทิศทางที่ผู้ลงทุนต้องการขนาดนั้น หากเราเชื่อว่าผู้ลงทุนจะมีเจตจำนงเพื่อความยั่งยืนก็ตาม
  • แง่มุมที่สองเป็นการพัฒนาด้านกฎหมายและนโยบาย เป็นแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจน ที่จริงแล้วก็เป็นสิ่งเกิดขึ้นต่อยอดมาจากการพัฒนาเพื่อการลงทุนแต่เดิม โดยเฉพาะเมื่อพบว่าไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนในการประเมินและติดตามการดำเนินการในเรื่องต่างๆขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม และด้านบรรษัทภิบาทหรือการกำกับดูแล แต่จำเป็นต้องมีกฎหมายหรือนโยบายที่มีกำหนดหน้าที่เฉพาะในเรื่องนั้นๆให้ชัดเจนจึงจะสามารถติดตามและประเมินผลได้

ในที่นี้จะได้อธิบายพัฒนาการของการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนในแต่ละแง่มุมโดยเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสำคัญ

References

[3]

OECD, Climate Change and Corporate Governance (2022), https://www.oecd-ilibrary.org/governance/climate-change-and-corporate-governance_272d85c3-en (last visited Nov 13, 2023).

[4]

Id., citing IPCC, Summary for Policymakers, (2021).

[5]

Id. at 1.1.

[6]

Id., citing Paris Agreement, Article 2.1 (a)

[7]

European Council, Timeline – Paris Agreement on Climate Change, (2022), https://www.consilium.europa.eu/en/policies/climate-change/paris-agreement/timeline-paris-agreement/ (last visited Oct 5, 2023).

[8]

European Council, Paris Agreement on Climate Change, (2023), https://www.consilium.europa.eu/en/policies/climate-change/paris-agreement/ (last visited Oct 5, 2023).

[9]

Ove Hoegh-Guldberg et al., Impacts of 1.5oC Global Warming on Natural and Human Systems. In: Global Warming of 1.5°C. An IPCC Special Report on the Impacts of Global Warming of 1.5°C above Pre-Industrial Levels and Related Global Greenhouse Gas Emission Pathways, in the Context of Strengthening the Global Response to the Threat of Climate Change, Sustainable Development, and Efforts to Eradicate Poverty, (2018), https://www.ipcc.ch/sr15/chapter/chapter-3/ (last visited Oct 5, 2023).

[10]

Id.

[11]

ธนิสา ทวิชศรี, “Carbon Neutrality” กับ “Net Zero Emissions” ต่างกันอย่างไร? และมีความสำคัญอย่างไร?, (2023), https://www.pier.or.th/blog/2022/0301/ (last visited Jul 11, 2024).

[12]

United Nations, All About the NDCs, United Nations, https://www.un.org/en/climatechange/all-about-ndcs (last visited Oct 11, 2023).

[13]

Thailand Greenhouse Gas Management Organization, NDC (Nationally Determined Contribution), TGO, https://www.tgo.or.th/2020/index.php/th/page/ndc-nationally-determined-contribution-198 (last visited Oct 11, 2023).

[14]

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, Thailand’s 2nd Updated Nationally Determined Contribution, (2022), https://unfccc.int/sites/default/files/NDC/2022-11/Thailand%202nd%20Updated%20NDC.pdf.

[15]

World Economic Forum, Global Risks Report 2023, World Economic Forum (3), https://www.weforum.org/reports/global-risks-report-2023/digest/ (last visited Oct 12, 2023).

[16]

Who killed the ESG party? | FT Film, (2024), https://www.youtube.com/watch?v=hMW_pT7w-Y8 (last visited Jul 18, 2024).

ปิยะบุตร บุญอร่ามเรือง และคณะ, บรรษัทภิบาลด้านสภาพภูมิอากาศ: หลักการและกรอบการรายงานที่เกี่ยวข้อง (2568), หน้า 21-66.
Citation Copied